กลิ่นสีแห่งความสุข


ผมเป็นเด็กติดยามาตั้งแต่เล็ก อายุขวบกว่า ๆ ก็ถูกแม่อัพยา ทุกครั้งที่มีอาการหายใจสะดุด เนื่องจากโรคภูมิแพ้ บางครั้งอาการหนักขนาดปากเขียว ก็ต้องไปที่คลินิกหรือโรงพยาบาล ไปนั่งเป็นคนขับเครื่องบิน ใส่หน้ากากอ๊อกซิเจนประมาณ ครึ่งชั่วโมง อาการดีขึ้น ก็กลับบ้าน เวลาเดินทางไกล ต้องมีถังเขียวและเครื่องช่วยหายใจติดไปด้วย

เคยเกือบตายก็ตอนอายุ 10 ขวบติดตามคุณพ่อไปนิวซีแลนด์ แล้วเกิดอาการหลอดลมตีบตัน ยาที่ใช้ประจำก็ไม่รู้หายไปไหนแต่ดีที่คุณพ่อสามารถติดต่อเพื่อนที่เป็นหมออยู่ที่นั่นได้ทันท่วงที จึงรอดตายไปอย่างหวุดหวิด

นอกจากเรื่องติดยาแล้วก็ยังมีเรื่องน้ำท่วมที่นอน ท่วมมาตั่งแต่เกิดจนอายุเกือบจะสิบห้า แม่บ้านที่บ้านลาออกคนแล้วคนเล่าเพราะผมเป็นต้นเหตุ ขนาดคุณแม่ปลุกให้ตื่นไปฉี่ ทุก ๆ สองชั่วโมงอาการก็ไม่ดีขึ้น จนต้องไปหาหมอ พระที่นครสวรรค์รดน้ำมนต์ อาการถึงหายเมื่ออายุใกล้ ๆ 16 ถ้าไม่ได้หมอพระท่านนี้ผมคงทำน้ำท่วมไปจน ตลอดชีวิตเป็นแน่

การเรียนของผมไม่มีใครเป็นรอง รั้งบ๊วยตลอดเวลา จากชั้นอนุบาล 1 จนถึง ป. 6 แต่ไม่รู้ทำบุญไว้ด้วยอะไร ตอนไปสอบแข่งขันเพื่อเข้าชั้น ม.1 โรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ เกิดสอบได้ที่ 1 ทำเอาเป็นที่แปลกใจของบรรดาเพื่อน ๆ และคุณครูโรงเรียนปิยะจิต ที่ผมจบมา ผมภูมิใจมากที่ได้สร้างชื่อให้กับโรงเรียน จนโรงเรียน เอาชื่อผมไปใส่ในใบแจ้งค่าไฟฟ้า เพื่อโฆษณาโรงเรียน ผมจึงได้เป็น ปรีเซนเตอร์ครั้งแรกในชีวิต

เรียน ม.1 ถึง ม. 6 ก็ยังรับหน้าที่เป็นนายท้ายประจำห้องอยู่ทุกปี โดยย้ายจากห้อง kingตอนเข้า และ ไปอยู่ห้องบ๊วย ตอนจบ ม.6 แต่พวกอาจารย์ก็ยังเกรงใจ เพราะ จำได้ดีว่า ผมเป็นที่ 1 ตอนสอบเข้า ก็เลยได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม และยอมรับว่าเป็นความผิดของอาจารย์และโรงเรียน ก่อนจะจบ ม.6 อาจารย์ท่านหนึ่ง เรียกผมไปคุยด้วย บอกว่าให้พยายามหน่อย เพราะผลการเรียนของผมน่าจะออกไปเฝ้าร้านเกม ตามที่คุณพ่อเคยไปปรึกษากับอาจารย์ว่า อยากจะให้ผมลาออกแล้วเปิดร้านเกมให้ผมเฝ้า แต่ผมบอกอาจารย์ว่า ผมอยากเรียนต่อ โดยจะพยายามแก้ไข ก่อนจบ ม.6 ผมตามเพื่อน ไปสอบตรงเพื่อเข้า คณะมัณฑนศิลป์ ของ ม.ศิลปากร เขาสอบกัน 6 วิชา ผลการสอบปรากฏว่า สี่วิชาซึ่งเป็นวิชาหลัก อันมี ภาษาไทย อังกฤษ คณิต และสังคม ผมทำคะแนนได้ไม่ถึง 30 ใน 100 แต่อีกสองวิชาอันได้แก่ วาดตามคำสั่งและวาดตามความถนัด เกิดได้ เต็ม 100 และ 80 ผมงงมาก ๆ ว่าผมทำได้อย่างไร เพราะที่จริงผมมีฝีมือวาดพอควร แต่คงไม่ใช่ระดับเทพเป็นแน่ ผมจึงได้เข้าเรียนในคณะมัณฑนศิลป์ ของมหาลัยศิลปากร โดยเป็นนักเรียนของโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการคนแรกที่ได้เข้ามหาวิทยาลัยในปีนั้น ผมค่อนข้างกร่างมาก เพราะผมไม่ต้องไปกังวลกับการเข้ามหาวิทยาลัย โดยเข้าได้ก่อนคนอื่น ๆ ถึงสามเดือน

คุณพ่อดีใจมาก เพราะไม่นึกว่าผมจะมีความสามารถขนาดนี้ แต่ก็คุยว่าเป็นเพราะท่านไปบนไว้กับศาลเจ้าข้างบ้าน ด้วยหัวหมูถึง 10 หัว ความโชคร้ายจึงตกอยู่กับเจ้าหมูผู้น่าสงสาร แลกกับความโชคดีของผม ส่วนคุณแม่ เที่ยวไปคุยใหญ่คุยโต กับบรรดาขาแชร์ทั้งหลาย จนพากันมาดูและพาไปเลี้ยง ซึ่งผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไม พวกเพื่อน ๆ คุณแม่ถึงมีหน้าตาที่ผมตั้งให้ว่าคุณนายโต๊ะจีน

ปีแรกในศิลปากรผมต้องไปเรียนที่วิทยาเขต นครปฐม ในเดือนแรก ต้องสะพายปืนฉีดน้ำสีแสดอันใหญ่ไปเรียนด้วย เป็นปืนฉีดน้ำที่รุ่นพี่เขาแจกให้กับน้องใหม่ทุกคน เท่ห์มากครับกับปืนกระบอกนี้ ไปไหนมาไหนเขาก็รู้ว่าผมเป็นน้องใหม่ของมัณฑนศิลป์

เปิดเรียนได้สองสามวัน ขณะที่ผมแบกปืนฉีดน้ำประจำตัว และขี่จักรยาน มีรุ่นพี่เรียกให้หยุด แล้วขอเกาะท้ายไปหน้าประตูใหญ่ ผมไม่ขัดข้อง แต่ขี่ไปไม่นาน พี่ที่เกาะท้ายก็ร่วงไปนอนที่พื้นถนน เพราะตระแกรงที่นั่งตอนท้ายเกิดพัง ที่สำคัญ พี่เขาลงไปนอนเปิดหวอ จนผมตกใจโยนจักรยานเจ้ากรรมทิ้ง วิ่งไปพยุงพี่เขาขึ้นมานั่งพี่เขาทำปากขมุบขมิด เหมือนกับจะพูดว่า แกนะแกจำไว้นะแก

การเรียนปีหนึ่งและปีสองเป็นไปอย่างราบรื่น ผมเข้าเรียนโดยไม่ขาดแม้นแต่คาบเดียว การเล่นเกมส์คอมก็เป็นไปตามปกติ เพียงปรับไปใช้ internet เพื่อการค้นหามากขึ้น และการเข้าใช้ social net work กับเพื่อน ๆ ทำให้โลกของผมกว้างไกล โดยดูเหมือนว่าต่อไปเด็ก ๆ คงไม่ต้องไปโรงเรียนกัน ปีสองผมกลายเป็นนักล่ารางวัล เกี่ยวกับการออกแบบเครื่องแต่งกาย ผมเข้าร่วมแข่งกันประมาณ 10 รายการ ได้รางวัลมาสี่ครั้ง ได้เงินสูงสุดหนึ่งหมื่นบาท ต่ำสุดสองพันบาท ผมกลายเป็นดาวดวงเล็ก ๆ ของศิลปากร มีเพื่อน ๆ นักศึกษารู้จักผมมากขึ้น คงมาจากท่าขี่จักรยานของผมซึ่งเก้งก้างดี เพราะความสูงใกล้ ๆ สองเมตร

สิ่งที่ผมสร้างความหน่ายให้กับพ่อแม่ก็คือ เรื่องของหาย ดูมันจะมีการหายทุก ๆ อาทิตย์ กุญแจ จักรยาน กระเป๋าเงิน มือถือ กล้อง แว่นตา บัตรATM หมวก เสื้อ รองเท้า หายได้เกือบทุกอย่าง ที่มันเป็นสะสาร พ่อและแม่บ่น ๆ แล้วก็ให้เงินไปซื้อใหม่ ผมจึงดูเหมือนจะเป็นคนที่มีของใหม่ ๆ ใช้อยู่ตลอดเวลา

ตอนจบปีสองผมได้ เกรด 3.6 พ่อมแม่ดีใจมาก เพราะไม่นึกว่าผมจะทำได้ เพราะเดิมหวังเพียงให้ผ่านไปเป็นปี ๆ ก็พอแล้ว ผมเลยได้รับการเสนอให้ไปท่องญี่ปุ่นแบบ Back Pack ตามแบบที่พ่อชอบเป็นเวลา15 วัน ภาษาอังกฤษผมไม่แข็งแรง ภาษาญี่ปุ่นผมไม่รู้เรื่องเลย คงเป็นเพราะพี่สาวคนเก่งแย่งไปหมด เพราะเธอจะต้องออกนอกประเทศทุกครั้งเวลาปิดเทอมใหญ่ ตั่งแต่ มอต้นแล้ว ผมรู้ญี่ปุนเวลาจะสั่งอาหารกิน ตาม FUJI และ ZEN เท่านั้น ผมเตรียมพร้อมที่จะไปท่องญี่ปุ่นเต็มที่ โดย ได้ชวนเพื่อนไปด้วยเป็นหญิงหรือชายไม่ใช่ประเด็น แต่ที่สำคัญก็คือเพื่อนผมก็โง่ ๆ พอ ๆ กับผม จนพ่อบอกว่า ไอ้บอดกับไอ้ใบ้กำลังจะไปท่องญี่ปุ่น คงจะมันพิลึก 11 มีนาคม2554 กะจะไปยื่นขอวีซ่าเข้าญี่ปุ่น ก็เกิดแผ่นดินไหว คลื่นสึนามิ รวมทั้งภัยจากโรงงานไฟฟ้า ผมจึงต้องเปลี่ยนแผนไปเกาหลีแทน โดยใช้เวลา 15 วันเท่าเดิม แล้วผมจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

ต่อบทที่ 2

นายชวน หลีกภัย

วาดบนกระดาษ(แผ่นละสองบาท)

ด้วยดินสอดำ(แท่งละสามบาท)

ขายได้รูปละ 250,000 บาท